ถนนของคนเดินเท้า

posted on 27 May 2011 16:55 by smallpoint
           "ในชีวิตคุณ เคยไหมที่จะถามว่า ตัวคุณเองเป็นใคร ต้องการอะไร

และคุณเคยที่จะจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาและให้ความสำคัญกับความทรงจำของคุณบ้างหรือไม่"   ? 
 
     ดังเช่นตัวฉัน จุดเริ่มต้นของฉันไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วๆไป เป็นแค่เด็กหญิงคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวเล่นซุกซนไปตามประสาเด็ก แต่ใครจะไปรู้ละว่า วันที่เราไม่เคยจะใส่ใจ จะเข้ามาหาได้ไวขนาดนี้ มันเริ่มมาจากความคิดความต้องการ ความทะเยอทะยาน ความใฝ่ฝันและสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ได้ก่อตัวมาเป็นคำถามว่า
 
                "ตัวฉันเองต้องการอะไร อยากทำอะไร แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่าความพอใจ"

  เมื่อฉันโตพอและพร้อมที่จะก้าวสู่เส้นทางที่มีหลายแยก ฉันไม่กังวลหรือมีอาการกลัวอยู่เลย ฉันคิดอยู่เสมอว่าฉันต้องได้ทำสิ่งที่อยากทำ ได้ออกสู่โลกกว้างที่มีหลายๆสิ่งรอฉันอยู่ และก้าวแรกของฉันคือที่ๆฉันรอคอยมา 6 ปี เต็ม ฉันรีบตรงดิ่งสู่ไปสู่ความฝันของฉันที่รอคอยมาแสนนาน เมื่อฉันมาถึงเสียงหัวใจของฉันก็เต้นไม่เป็นจังหวะความกล้าที่รวบรวมมามันเหลือเพียงน้อยนิดจนฉันแทบอยากจะหันหลังกลับ แต่ถ้าฉันทำอย่างนั้นจริงๆ เรื่องก็จบน่ะสิ แล้วฉันจะดั้นด้นมาทำไม จะตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้ทำไม  ฉันตีสีหน้านิ่งขรึมเพื่อกลบเกลื่อนอาการปอดแหกอย่างเห็นได้ชัดและรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป ทุกสายตาที่กำลังจดจ่ออยู่กับภาระกิจของตัวเองถูกเปลี่ยนทิศทางมาที่ฉัน และเสียงแซวก็ดังขึ้นให้พอได้หัวเราะกันในกลุ่ม แต่ฉันไม่ตลกด้วยเลย ทันใดนั้นเสียงของชายร่างใหญ่ที่ฉันคุ้นเคยสมัย ป.4 ก็ดังขึ้น มันทำให้เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ฉันพูดคุยกับครูของฉันอย่างสนุกสนาน โดยครูของฉันก็เกือบจะลืมฉันไปแล้ว และครูก็ไม่คิดว่าฉันจะกลับมาเล่นกีฬามวยไทยอีก แต่นั้นกลับเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางบ้านฉันไม่ยอมรับ ถึงอย่างไรก็ตามการที่ฉันได้เข้ามาอยู่ในสังคมใหม่ ฉันก็ได้พบเจอมิตรภาพใหม่ๆ และก็เป็นก้าวแรกที่ฉันคิดว่าประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว แต่นี่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ทันไรก็มีอุปสรรค์เสียแล้ว
 
       ที่บ้านรู้เรื่องที่ฉันไปซ้อมมวย ทุกคนต่างไม่พอใจและไม่ยอมรับในความคิดของฉัน ฉันต้องต่อสู้กับอิสระภาพของฉันอยู่นานจนฉันรู้สึกท้อและเหนื่อยกับความคิดที่อยู่ในกรอบแต่ก็ยังดีที่เพื่อนๆที่ฉันรู้จักก็เป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น ทุกคนต่างมีใจรักและกล้าที่จะเผชิญกับความโหดร้ายของครอบครัว จนพวกเราทุกคนเอาชนะครอบครัวไได้ด้วยเหตุผล และได้เปิดทัศนคติของครอบครัวให้กว้างขึ้นด้วย แน่นอนด้วยความทะเยอทะยานฉันตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักรวมถึงสร้างร่างกายจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆน้ำหนักเพียง46-47กลายเป็นนักมวยที่มีความแข็งแรงพอตัว ในระดับแรกน้ำหนักฉันกลายเป็น 51 นั้นก็เป็นเพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น แต่ฉันต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ เลือด น้ำตา ความเจ็บปวด ความอ่อนล้า ทั้งร่างกาย  และด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นฉันได้ทำให้ความฝันของฉันประสบความสำเร็จ...
 
   เสียงระฆังยกสุดท้ายจบลง.. เพ้ง.. ทันใดก็มีเสียงผู้คนจากรอบทิศทางดังขึ้น จนกลบเสียงลมหายใจเหนื่อยหอบ มันเป็นการชกครั้งแรกที่น่าประทับใจมากที่สุด ถึงแม้ว่าฉันจะแพ้คะแนนไปอย่างสูสี แต่ฉันก็สามารถสะกดแฟนมวยให้เหนื่อยหอบไปพร้อมๆกับฉันจนลืมการพนัน ครูมวยที่ฉันให้เกียรติเรียกว่าพ่อ วิ่งเข้ามากอดฉันด้วยความภาคภูมิใจและเป็นห่วง ท่านบอกกับฉันว่า ท่านได้โกหกเรื่องคู่ชกของฉันว่าเป็นมวยใหม่เหมือนกัน ท่าคิดว่าฉันจะตายตั้งแต่ยก 3 แต่กลับเล่นจนจบเกมได้ "ไม่เป็นไรนะลูก ลูกเก่งมากๆ" คำไม่กี่ประโยคที่ฟังไม่ถนัดหูแต่ก็พอจับใจความได้ มันทำให้ฉันลดอาการเหนื่อยลงมาก ความจริงฉันไม่มีแรงที่จะก้าวขาเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายก็เลือดท่วมติดสันหมัดของฉันเหมือนกัน แต่ฉันก็ต้องแลกกลับแข้งซ้ายที่ซัดเข้าที่ชายโครงหลายดอก อาการเจ็บสาหัสพอกันจนต้องแบก 2 ข้าง ลงเวที เสียงทักทายและชื่นชมมาไมาขาดสาย มันทำให้ฉันลืมตัวและเดินได้อย่างสบายและมีอาการหนักใน 2 วัน ต่อมา
 
     หลังจากนั้นฉันก็ซ้อมมวยมาเรื่อยๆ ฉันคิดจะยึดติดกับสิ่งนี้อย่างจริงจัง แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น ฉันกลับรู้สึกถึงขีดจำกัดของเส้นทางในแต่ละเส้นและต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ฉันก็ต้องเสียดายและเสียใจไม่น้อยที่ต้องถอยห่างจากสิ่งที่รัก เพราะกว่าแันจะมาถึงจุดนี้ได้มันทั้งแสนเหนื่อยและต้องฟันฝ่าอุปสรรค์มากมาย
ในตอนแรกฉันคิดว่านี่แหละเป็นตัวฉันมากที่สุด คือสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดแต่เมื่อเวลาและสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบที่สมควรและสมเหตุสมผลก็ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนและพัฒนาความนึกคิดและส่วนต่างๆให้โตขึ้นไปตามกาลเวลา โดยสิ่งแรกที่ตลอดเวลาฉันทำได้ไม่ค่อยดีและไม่ค่อยสนใจเลยแต่มันกลับเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยจะหน่ายหนีและยังให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด และนี่ก็เป็นเส้นทางความฝันสายหลัก หรือถนนสายใหญ่ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศได้เข้ามาร่วมใช้เดินด้วยกันทั้งนั้น
 
   ครั้งหนึ่งแม่สอนฉันว่า "โลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอ" และสิ่งนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้ฉันไม่ละทิ้งการเรียน แถมยังทำให้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันกลายเป็นความรู้ที่เก็บไว้รอวันที่จะก้าวสู่ถนนสายนั้น ในขณะที่ฉันศึกษาเล่าเรียน ฉันก็ไม่ได้นิ่งเฉยหรือคงแก่เรียนขนาดนั้น ฉันยังคงเสาะหาประสบการณ์จากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวผจญภัย ปีนผา พายเรือ เดินป่าใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ฉันได้ใช้ชีวิตแบบวิถีชนบทเล็กๆบนเขา ตื่นแต่เช้ามาช่วยชาวบ้านเลี้ยงวัว ทำอาหารง่ายๆ อาบน้ำคลอง อยู่กับป่ากับเขา เที่ยวไปตามตะวันบ้าง กางเต้นท์นอนบ้าง นอนวัดกินข้าววัดบ้าง ไปเรียนรู้แอบดูวัฒนธรรมการเป็นอยู่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เหนือ กลาง อีสาน ใต้ 
 
       นอกจากนี้ฉันยังใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ อยู่กับพระกับชาวประมงและสัตว์น้ำ มันมหัสจรรย์มาก และฉันก็ต้องขอบคุณอาของฉันที่ได้พาฉันไปบุกน้ำลุยป่าได้ขนาดนี้ ฉันได้ท่องเที่ยวและเรียนรู้สิ่งต่างๆจากเส้นทางแต่ละสายไม่ว่าจะเป็นการสมัครเข้าไปเป็นสตาฟทัวร์เพื่อเรียนรู้วิถีการบริการคนอื่น การแก้ไขสถานการณ์และปัญหาต่างๆเฉพาะหน้าได้พบปะผู้คนหลากหลายสังคม  การทำงานในกองถ่าย การเป็นช่างภาพตามสายที่เรียนมา ทุกอย่างมันคือประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ บางทีฉันก็ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะสิ่งที่ฉันได้มันมีค่ามากกว่าเงิน มันเป็นการเตรียมพร้อมอยู่เสมอกับถนนสายใหญ่
 
        ถามว่าแล้วทำไมฉันถึงเลือกที่จะเขียนเรื่องเล่าเรื่องนี้ ? นั้นก็เพราะว่าหลายๆสิ่งที่ฉันพบเจอมา ฉันคิดว่า นี่ นั้น และนั้นแหละคือตัวฉัน คือชีวิตที่ฉันอยากใช้มันไปกลับสิ่งต่างๆเหล่านี้ แต่มันกลับไม่ใช่ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาตัวเองไปเพื่ออะไร อะไรคือคำตอบของทุกสิ่งอย่าง  
 
แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะหยุดมัน จนฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า สำหรับฉัน "ความฝันคือสิ่งนำทาง ความสำเร็จคือประสบการณ์ที่ได้" และสิ่งที่ฉันคิดอยู่ ณ ตอนนี้คือ เมื่อไรที่โลกไม่หยุดหมุน ฉันก็ไม่หยุดที่จะค้นหาความฝัน หลายคนอาจมองว่าฉันคงบ้าที่ฝันนุ่นนี้มากมาย แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหมในเมื่อศาสนายังต้องเดินทางเพื่อเผยแพร่ พระพุทธเจ้ายังเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด แล้วชีวิตที่มีแต่กฏเกณฑ์ ถ้าไม่เปิดตามองโลกให้กว้าง
แล้ว.....ชีวิตจะมีค่าได้อย่างไร .....

edit @ 27 May 2011 18:51:13 by Small Point

edit @ 27 May 2011 20:20:14 by Small Point